Article

Home Article
คืนความหนุ่มสาวให้ดวงตาด้วยเทคนิค Virgin Eyes Lift ตอนที่ 2

ฉบับที่แล้วผมอธิบายเรื่องการแก้ปัญหาใต้ดวงตาด้วยวิธีใหม่ คือการทำฟิลเลอร์ใต้ตาเทคนิค Virgin Eye lift ปรากฏว่ามีผู้สนใจจำนวนมากสอบถามเข้ามา ทั้งคนไข้เอง และแพทย์ความงามที่ต้องการรักษาคนไข้ด้วยวิธีนี้ ฉบับนี้ผมจะมาขยายความในส่วนที่เป็นประเด็นคำถามที่น่าสนใจในหลายๆประเด็น เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อทั้งตัวคนไข้เอง และแพทย์ที่จะเรียนรู้เทคนิคใหม่นี้ด้วย

ประเด็นต่างๆที่น่าสนใจในการรักษาปัญหาใต้ดวงตาด้วยเทคนิค Virgin Eye Lift มีดังนี้ครับ

การรักษาด้วยวิธีนี้ ได้ผลอยู่ได้นานเท่าไหร่

ในทางการแพทย์ ฟิลเลอร์ HA ชนิดที่ฉีดในบริเวณใต้ดวงตานั้น โดยปกติจะอยู่ได้ประมาณ 1 ปี หลายๆท่านอาจเคยได้ยินมาว่า ฟิลเลอร์รุ่นใหม่ๆอาจอยู่ได้นาน 1 ปีครึ่ง - 2 ปี ซึ่งก็เป็นเรื่องจริง แต่ฟิลเลอร์ชนิดนี้มีความหนาแน่นของเนื้อเจลมากเกินไป จึงไม่เหมาะกับการใช้บริเวณใต้ตา แต่เนื่องจากการฉีดฟิลเลอร์ชนิด HA โดยเฉพาะที่มีคุณสมบัติ Hydro Balance หรือ ฟิลเลอร์ HA ที่เนื้อเจลสามารถสร้างสมดุลย์ความชุ่มชื้นให้เกิดในผิวหนังได้นั้น มันจะช่วยกระตุ้นให้ผิวหนังมีการสร้างเนื้อเนื่อคอลลาเจนขึ้นใหม่ ทำให้ในหลายๆครั้งพบว่า แม้จะฉีดฟิลเลอร์ไปนานกว่า 1 ปีแล้ว แต่ผลการรักษาใต้ตาก็ยังดีอยู่ สำหรับผู้ที่อายุมาก มีปัญหามาก มีผิวหนังหย่อยคล้อยมาก และขาดความยืดหยุ่น ผลการรักษาในช่วงแรกอาจสั้นกว่าเพราะสภาพผิวยังซ่อมแซมฟื้นฟูได้ไม่ดี แต่หากได้ทำการรักษาซ้ำในช่วง 6-8 เดือน จะทำให้ผลการรักษาดีขึ้น และอยู่ได้นานขึ้น

เราสามารถแก้ปัญหาริ้วๆใต้ตาให้หมดได้ 100% หรือไม่ โดยเฉพาะริ้วๆใต้ตา ที่เกิดขึ้นเวลายิ้ม

ริ้วที่เห็นเป็นร่อง หรือเส้นใต้ตาเกิดได้จาก 2 เหตุคือ 1. เกิดจากการหดตัวของกล้ามเนื้อรอบดวงตา และ 2. เกิดจากผิวหนังที่บางตัวลง และขาดความยืดหยุ่นของผิวหนังชั้นบน

กรณีริ้วๆ ใต้ดวงตาที่เกิดจากการหดตัวของกล้ามเนื้อ กรณีเช่นนี้ต้องฉีดสารโบทุลินั่มท๊อกซ์ซิน เพื่อให้กล้ามเนื้อคลายตัวออก

ริ้วๆใต้ดวงตาจากการขาดความยืดหยุ่นของผิวหนังชั้นบน การรักษาต้องแก้ผิวหนังชั้นบน เพราะแม้ฉีดสารโบทุลินั่มท๊อกซ์ซิน เพื่อให้กล้ามเนื้อคลายตัวออกแล้วก็ตาม ริ้วใต้ตาของคนไข้หลายๆคนก็อาจไม่ดีขึ้นเลย ในขณะที่เทคนิค Virgin eye lift ใช้ฟิลเลอร์ที่มีคุณสมบัติ Hydro balance เช่นที่ต่างประเทศใช้ตัวที่ชื่อว่า Vital Light Skin Booster เพื่อช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว และกระตุ้นผิวให้หนาตัวขึ้นจากการสร้างคอลลาเจนใหม่ ริ้วรอยใต้ตาจะค่อยๆดีขึ้น โดยเฉพาะหากได้รักษาซ้ำแล้วในช่วง 3-6 เดือน

โปรดอย่าลืมว่า ธรรมชาติของผิวหนังใต้ตาจะมีร่อง และมีริ้วๆได้เล็กน้อย โดยเฉพาะเวลายิ้ม การรักษาที่ถูกต้องจึงไม่ควรเน้นการเติมฟิลเลอร์ใต้ตาจนเต็ม เพราะจะเหมือนบวมตุ่ย ดูไม่เป็นธรรมชาติ

ควรเลือกใช้ฟิลเลอร์แบบไหนจึงให้ผลการรักษาที่ดีที่สุด และเป็นธรรมชาติมาที่สุด

การแก้ถุงใต้ตา จำเป็นต้องใช้ฟิลเลอร์ HA ที่มีคุณสมบัติในการค้ำยัน เพื่อสามารถรองรับเนื้อเยื่อที่หย่อนคล้อยใต้ตาได้ ควรเลือกใช้ชนิดที่เนื้อเจลประกอบด้วย HA อนุภาคใหญ่ (Large-particle HA gel) ที่มีขนาดเท่าๆกัน และไม่ดูดน้ำ หรือบวมน้ำมาก โดยเฉพาะที่เป็นเทคโนโลยีที่เรียกว่า NASHA โดยการฉีดลึกไปที่กระดูกขอบเบ้าตา จึงจะให้ผลการรักษาที่อยู่ได้นาน และดูเป็นธรรมชาติกว่า

การแก้ร่องและถุงใต้ตาส่วนบน เนื่องจากส่วนนี้เป็นผิวหนังที่บาง การเลือกใช้ฟิลเลอร์ HA จึงต้องเป็นชนิดเนื้อนิ่ม นอกจากนี้ต้องใช้ฟิลเลอร์ที่เนื้อเจลเป็น HA อนุภาคเล็ก(Very small-particle HA gel) และไม่เกาะตัวเป็นก้อน (Low cohesiveness) จึงสามารถกระจายตัวใต้ผิวได้ดี โดยเฉพาะผิวหนังใต้ดวงตาที่บางมาก

       ทั้งนี้ มีคำถามจากแพทย์จำนวนมาก เกี่ยวกับคุณสมบัติเรื่อง Cohesiveness หรือความสามารถในการยึดเกาะกันของเนื้อเจลฟิลเลอร์ ว่ามีผลต่อการรักษาอย่างไรในบริเวณใต้ตา ซึ่งผมขออธิบายสั้นๆดังนี้ครับ

            - ฟิลเลอร์ที่มีคุณสมบัติ High cohesiveness คือ เนื้อเจลจะเหนียว และยึดเกาะกันได้ดี แปลว่าหากเราฉีดฟิลเลอร์ชนิดนี้ลงไปเป็นก้อน แล้วนวดคลึงให้ยากระจายตัว ถ้าเป็นชนิดเจลเนื้อนิ่มมันก็กระจายตัวออกได้ดี คือดูแล้วเรียบเนียนดีหลังจากนวดคลึง แต่เมื่อเวลาผ่านไป 4-5 วัน เนื้อเจลที่กระจายออกมันก็จะกลับมารวมกันใหม่ ทำให้เห็นเป็นก้อน นี่คือเหตุผลที่ทำไมฟิลเลอร์บางชนิดที่ฉีดใหม่ๆ ดูเรียบเนียนดี แต่พอผ่านไปไม่นานมันเกิดตุ่ยเป็นก้อน ก็เพราะเนื้อเจลมันเป็นแบบนี้เอง

            - ฟิลเลอร์ที่มีคุณสมบัติ Low cohesiveness คือ เนื้อเจลจะไม่เหนียว ไม่เกาะกันดี เวลาเราฉีดลงไปใต้ตาแล้วแล้วนวดคลึง มันก็กระจายตัวเรียบดี และจะไม่กลับมารวมตัวเกาะกันใหม่ จึงเป็นฟิลเลอร์ชนิดที่เหมาะสมกับการใช้ฉีดตื้นๆใต้ตา เพราะจะไม่ทำให้เป็นก้อนตุ่ยใต้ตาในภายหลัง

โดยสรุปคุณสมบัติของฟิลเลอร์ที่เหมาะสมสำหรับใต้ตา คือควรมีคุณสมบัติ Low cohesiveness, มีเนื้อเจลที่ประกอบด้วย HAอนุภาคเล็กมาก (Very small-particle HA gel) ที่มีขนาดเท่าๆกัน และมีคุณสมบัติ Hydro Balance ในการรักษาความสมดุลย์ความชุ่มชื้นของผิวหนังด้วย

การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาด้วยเทคนิค Virgin eye lift ยาก และอันตรายหรือไม่

เทคนิค Virgin eye lift ปลอดภัย เพราะเป็นการฉีดด้วยเช็มปลายทู่ จึงไม่ต้องกลัวว่าเข็มจะแทงเข้าหลอดเลือด ทำให้เกิดอันตรายต่อดวงตา

เทคนิค Virgin eye lift ไม่ยาก แพทย์ที่มีประสบการ์ระดับกลางก็สามารถฉีดให้คนไข้ได้อย่างปลอดภัยและสวยงามได้ หลังผ่านการฝึกอบรมตามหลักสูตร



บทสรุป

ในอดีต การรักษาปัญหาใต้ดวงตาถือเป็นการรักษาที่ยาก และท้าทายสำหรับแพทย์ความงาม ในปัจจุบันด้วยเทคนิคการรักษาแบบใหม่ และการเลือกใช้ตัวยาฟิลเลอร์ที่มีคุณสมบัติพิเศษ ทำให้การรักษาปัญหาใต้ดวงตา ได้เปิดสู่ยุคใหม่ของการรักษาแบบไม่ผ่าตัด ซึ่งมีข้อดีหลายประการ ช่วยให้คนไข้ไม่ต้องเสี่ยงกับการผ่าตัดที่ไม่จำเป็น และไม่เสี่ยงกับผลข้างเคียงจากการผ่าตัดอีกต่อไป