Article

Home Article
วิเคราะห์เจาะลึก เรื่องไหมยกกระชับ

       ย้อนหลังไปประมาณ 6-7 ปีก่อน คนไทยเริ่มรู้จักการร้อยไหมจากกระแสความนิยมเรื่องไหมทอง โดยมีการใช้เทคนิคการขายที่ทำให้เชื่อว่าทองเป็นของสูง ของแพง ของบริสุทธิ์ ที่สามารถช่วยบำรุงผิว และยกกระชับ ทำให้การรักษาด้วยไหมทองต่อครั้งมีราคาหลักล้านบาท แต่หลายๆคนก็ผิดหวังกับผลที่ได้ เพราะนอกจากแพงมากแล้ว บางรายยังเกิดผลข้างเคียงตามมาด้วย มีคนไข้รายหนึ่งเล่าว่า ไปทำฟัน แล้วต้องเอ็กซเรย์กราม พอเสร็จหมอบอกว่า Film เสีย ต้องถ่ายใหม่ พอครั้งที่ 2 ก็เสียอีก นึกขึ้นได้บอกหมอไป เพราะไหมทองนี่เองทำให้เห็นเป็นเส้นๆในเอ็กซเรย์ เหมือน Film เสีย เพราะคนไข้รายนี้ ร้อยไหมทองมานานกว่า 3 ปีแล้ว หมดเงินไป หนึ่งล้านแปดแสนบาท ไม่รู้สึกอะไร รอดูผลอยู่เกือบปี พอได้ข่าวเรื่องไหมละลายแบบใหม่ ก็เลยมาปรึกษา นี่ยังไม่นับรวมบางรายที่พบก้อนแข็งใต้ผิว หลังร้อยไหมทอง ซึ่งแก้ไขไม่ได้

 

       ในปี 2011 ผมได้รับการยอมรับว่าเป็นแพทย์ไทยคนแรกๆ ที่ได้แนะนำเทคนิคการร้อยไหมละลายแบบใหม่ให้ตลาดความงามเมืองไทย การร้อยไหมละลายเกาหลีเพื่อยกกระชับใบหน้าเป็นที่นิยมไปทั่วประเทศ ในเวลาไม่นาน โดยส่วนหนึ่งมาจากกระแสความคิดที่ว่าเราไม่ควรเอาวัตถุถาวรอะไรไปใส่ในร่างกาย ทุกอย่างควรเป็นไปตามธรรมชาติ คือต้องสลายตัวหมดได้เอง ทั้งการฉีดสารฟิลเลอร์ และการร้อยไหม อีกทั้งราคาไม่แพงคือแค่หลักหมื่นหลักแสนเท่านั้น ทำให้คลินิกทุกแห่งมีให้บริการ ผู้คนต่างก็สามารถเข้าถึงบริการได้เพราะไม่แพง แต่เพียงไม่ถึงปีก็เกิดกระแสข่าวในทางลบตามมา เช่น ร้อยไหมแล้วไม่ได้ผล ทำให้เกิดพังผืดในผิว เป็นต้น ราคาค่าร้อยไหมก็ถูกลงมาก บางแห่งแถมฟรีหลังทำเลเซอร์ยกกระชับก็มี

สาเหตุที่ทำให้ไหมทั้ง 2 แบบทั้งไหมทอง และไหมละลายเกาหลีเริ่มเสื่อมความนิยมลงอย่างรวดเร็วสามารถวิเคราะห์ได้ดังนี้

       1. ไหมทองมีราคาแพง แต่ผลการรักษาที่ได้ไม่คุ้มค่า แม้ทางการตลาดจะพยายามทำให้เห็นว่าทองเป็นของแพง บริสุทธิ์ ปลอดภัย แต่ในความเป็นจริงหลักฐานการแพทย์ที่ชี้ได้ว่า มีการแพ้โลหะทองได้ในบางราย และไม่มีใครกล้ารับประกันได้ว่า ในอนาคต 10-20 ปีข้างหน้า ไหมทองที่อยู่ในหน้าจะก่อให้เกิดผลเสียอะไรบ้างต่อร่างกาย ทั้งจากการเป็นพิษของโลหะทอง และการเกิดพังผืดใต้ผิว เนื่องจากไหมทองที่ร้อยเข้าไปแล้วจะเอาออกไม่ได้ และจะคงอยู่ในผิวตลอดไป มีรายงานในวารสารการแพทย์ถึงหญิงสาวชาวรัสเซีย อายุ 47 ปี ซึ่งร้อยไหมทองไป 2 ครั้ง ครั้งสุดท้าย2 ปี ก่อน เกิดการปวด อักเสบของใบหน้า และคอโดยหาสาเหตุไม่ได้ แต่เอ็กซเรย์พบเส้นไหมทอง ขาด แหลกเป็นชิ้นเล็กๆในผิว ซึ่งเอาออกไม่ได้

       2. การร้อยไหมละลายเกาหลี ราคาถูก ทำได้ง่าย ไม่มีผลข้างเคียงรุนแรงจากการร้อยไหมผิดพลาด (ต่างจากการฉีดฟิลเลอร์ ถ้าพลาด ถึงตาบอดได้เป็นต้น) ทำให้แพทย์ไม่ต้องฝึกหัดมาก หมอจบใหม่ๆก็ทำได้ เรียนแค่ 1 ชั่วโมง ก็ออกไปร้อยไหมหากินได้แล้ว นี่เองที่ทำให้เกิดการตัดราคากันเพื่อแย่งลูกค้า แต่ปัญหาก็คือหากเทคนิคไม่ดี ก็ทำให้การรักษาไม่ได้ผล พอกระแสการรักษาไม่ได้ผลมากขึ้น ความนิยมการร้อยไหมแบบนี้จึงลดลง จะเห็นว่าลักษณะนี้แตกต่างจากการฉีดฟิลเลอร์อย่างมาก การฉีดฟิลเลอร์ยากกว่า ต้องเรียนรู้นานหลายปีกว่าจะเก่ง ราคาค่าฉีดฟิลเลอร์จึงเป็นตัวสะท้อนความเชี่ยวชาญของแพทย์ผู้ฉีด (ตามที่ผมเคยเขียนในฉบับก่อนๆ)

 

 

 

แนวโน้มใหม่ของการร้อยไหม

อันที่จริงการร้อยไหมยกกระชับมีมานานกว่า 10 ปีแล้ว โดยกระทำกันในหมู่แพทย์ศัลยกรรมตกแต่ง แต่ยังไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควรเนื่องจากได้ผลไม่ดี ไหมลักษณะนี้มีการทำงานโดยมีส่วนที่ไว้สำหรับเกี่ยวผิวเพื่อดึง ลักษณะอาจเป็นแง่งคล้ายก้างปลา เป็นรูปกรวย หรือขดเป็นเกลียวคล้ายสปริงก็ได้

เมื่อกระแสความนิยมไหมละลายเกาหลีเริ่มลดลง ก็เริ่มมีการทำตลาดในรูปแบบใหม่คือ เริ่มมีการนำไหมชนิดเกี่ยวผิวมาใช้ โดยมีรูปแบบใหม่ๆ และมีชื่อใหม่ๆออกมาจากหลายบริษัท เช่น ไหมสปริง ไหมเกี่ยว ไหมล็อค ไหมกรวย เป็นต้น ทั้งนี้แทบทุกชนิดมีหลักการเหมือนกันหมดคือ เกี่ยวดึงผิวไว้ ข้อดีของไหมชนิดนี้คือ แก้ปัญหาหย่อนคล้อยได้ดีกว่า แต่การทำจะชอกช้ำมากเหมือนผ่าตัด และอาจต้องพักฟื้นนาน 3-4 สัปดาห์ทีเดียว

 

 

ตารางเปรียบเทียบระหว่างไหมชนิดเกี่ยวผิว และไหมละลายเกาหลี

ไหมละลายเกาหลี

 


ลักษณะเส้นไหม


ไหมมีขนาดเล็กมาก (ขนาด
UPS 5-0, UPS 6-0) ยาวตั้งแต่ 3 -10 เซนติเมตร มีลักษณะเรียบคล้ายเส้นเอ็น  (Monofilament)  ไม่มีแง่ง หรือปม


วัสดุ


ผลิตจาก
PDO ซึ่งเป็นวัสดุชนิดเดียวกับไหมที่ใช้ในงานศัลยกรรมที่ใช้เย็บหัวใจ และหลอดเลือดในเด็ก และในงานผ่าตัดลูกตา(ophthalmic surgery) สลายตัวเองภายใน 6-10 เดือน


กลไกการออกฤทธิ์


กระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจน ในลักษณะโครงข่ายใต้ผิว ทำให้ผิวตึงกระชับขึ้น


ข้อดี


บาดเจ็บน้อยเนื่องจากไหมมีขนาดเล็ก ทำให้ไม่ต้องพักฟื้นนาน  และไหมยังกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และการไหลเวียนเลือดของผิวหนัง ทำให้คุณภาพผิวดีขึ้น ผิวหนาตัวขึ้น ใบหน้าดูอิ่มเอิบสดใส เปล่งปลั่ง


ข้อเสีย


เนื่องจากไหมไม่มีการเกี่ยวดึงผิวโดยตรง จึงให้ผลในการยกกระชับช้ากว่า น้อยกว่า และอาจไม่ได้ผลเลยหากเทคนิคของแพทย์ผู้ให้การรักษาไม่ดี  และหมดฤทธิ์เร็วเพราะไหมเส้นเล็กสลายตัวเร็วกว่า


เหมาะสมกับใคร


เหมาะสมกับผู้ที่มีการหย่อนคล้อยไม่มากเช่นอายุไม่เกิน
60 ปี และผู้ที่ไม่สามารถหยุดพักฟื้นได้นาน


ไม่เหมาะสมกับใคร


ไม่เหมาะกับผู้ที่ผิวหย่อนคล้อยมากเช่นอายุเกิน
60ปี โดยเฉพาะมีการยุบตัวของผิวร่วมด้วย (กรณีมีการยุบตัวของผิวด้วย ต้องใช้สารเติมเต็มฟิลเลอร์ควบคู่กันไป

 

 

 

ไหมชนิดเกี่ยวดึงผิว

 


ลักษณะเส้นไหม


ไหมมีขนาดใหญ่มาก (ขนาด
UPS 2-0, UPS 4-0) ยาวตั้งแต่ 10 -50 เซนติเมตรขนาดเข็มก็ใหญ่ประมาณไส้ปากกาลูกลื่นนั้นเอง  มีแง่ง หรือปม หรือกรวย หรือขดเป็นเกลียวสปริง


วัสดุ


ถ้าผลิตจาก
PDO หรือPoly  L-lactic จะสลายตัวได้ แต่นานประมาณ 2 ปี แต่บางชนิดก็ทำจากซิลิโคนซึ่งไม่สลายตัว


กลไกการออกฤทธิ์


เกี่ยวผิวเพื่อดึงขึ้นโดยตรง


ข้อดี


ยกกระชับดีในช่วงแรก เพราะเกี่ยวผิวโดยตรง แต่ไม่มีผลต่อการกระตุ้นให้ผิวหนาตัว หรือสดใสขึ้น


ข้อเสีย


เนื่องจากไหม และเข็มใหญ่มากทำให้เกิดการบาดเจ็บมาก หน้าจะบวมมากหลังการรักษา และต้องพักฟื้นนาน
3-4 สัปดาห์ กว่าจะยุบเป็นปกติ และไหมก็ออกทธิ์ได้นาน 2-3 ปี เท่านั้น และส่วนใหญ่จะพบว่าผลการรักษาดูไม่เป็นธรรมชาติ เพราะการเกี่ยวผิวด้วยไหมช้างละ 4-8 เส้นนั้นไม่อาจยกผิวหน้าได้ทุกจุด

ปัญหาใหญ่อีกเรื่องคือมีโอกาสเกิดผลข้างเคียงจากการรักษาสูงกว่ามาก ทั้งการคลำพบได้จากภายนอก หรือในปาก  การเห็นรอยเกี่ยวที่ผิวเพราะร้อยไหมตื้นเกินไป การติดเชื้อ และการเคลื่อนตัวผิดตำแหน่งของไหม อีกทั้งแง่งที่เกี่ยวหลุดออก ทำให้การรักษาไม่ได้ผล เป็นต้น  แต่เนื่องจากไหมเส้นใหญ่พอ ทำให้สามารถผ่าเอาเส้นไหมออกได้ กรณีถ้ามีปัญหาดังกล่าวข้างต้น และเนื่องจากไหมเส้นใหญ่ สลายตัวช้าจึงมีโอกาสเกิดพังผืดใต้ผิวได้ 


เหมาะสมกับใคร


เหมาะกับผู้ที่ผิวหย่อนคล้อยมากเช่นอายุเกิน 60ปี และผู้ที่ผ่านการรักษาแบบไหมละลายเกาหลีมาแล้วแต่ได้ผลไม่ดี  สำหรับผู้ที่มีการยุบตัวของผิวร่วมด้วย ก็ยังจำเป็นที่ต้องใช้สารเติมเต็มฟิลเลอร์ควบคู่กันไปด้วยเช่นกัน เพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ดีและดูเป็นธรรมชาติ


ไม่เหมาะสมกับใคร


เนื่องจากการรักษาทำให้บาดเจ็บมากและพักฟื้นนานจึงไม่เหมาะกับผู้ที่อายุน้อยโดยเฉพาะที่ต่ำกว่า 45 ปี เนื่องจากผิวยังไม่หย่อนคล้อยมาก

 

 

 

ก่อนจะคิดไปร้อยไหมลองพิจารณาดูก่อนครับว่า ตัวเองน่าจะเหมาะกับการรักษาแบบไหน หลายๆครั้งที่ผมพบคนไข้ที่อายุน้อย เช่นอายุ 30 ต้นๆ หรือ น้อยกว่านี้ก็มี ไปร้อยไหมแบบเกี่ยวผิวมา หน้าบวมไปหลายสัปดาห์ แถมผลการรักษาก็ไม่ดี นี่เป็นเพราะเลือกวิธีการรักษาผิดนั้นเอง ทำให้เสียทั้งเงิน เจ็บตัว แล้วยังไม่ได้ผลด้วย