Article

Home Article
นวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหาแผลเป็น และหลุมสิว ด้วยอากาศแรงดันสูง (Intradermal Air Dissection)

เป็นอีกหนึ่งในนวัตกรรมใหม่ ที่ผมไปพบเมื่อครั้งไปเยี่ยนชมคลินิกชื่อดังในเกาหลี อุปกรณ์ชนิดนี้มีชื่อว่า Intradermal Air Dissector แปลเป็นไทยว่า เครื่องเลาะแยกชั้นผิวด้วยอากาศ แต่ความเป็นจริงมันก็คืออุปกรณ์ช่วยเละพังผืดใต้ผิวด้วยอากาศแรงดันสูงนั่นเอง ลองมาดูรายละเอียดกันครับว่ากลไกการออกฤทธิ์อุปกรณ์ที่ว่านี้เป็นอย่างไร

ก่อนจะเข้าใจหลักการทำงานของอุปกรณ์ชนิดนี้ เรามาทำความเข้าใจถึงกลไกการซ่อมแซมตัวเองของผิวหนัง และการเกิดแผลเป็นผิวหนังกันก่อนดังนี้

ธรรมชาติของผิวหนังมนุษย์ (ไม่นับรวมถึงขั้นไขมันใต้ผิวหนัง)ประกอบด้วยผิวชั้นบนบางๆที่เรียกหนังกำพร้า (Epidermis) และ ด้านล่างซึ่งหนากว่า คือชั้นหนังแท้ (Dermis) โดยประกอบไปด้วยเซลที่มีชีวิตหลายชนิด มีหลอดเลือด และเส้นประสาทขนาดเล็ก ต่อมเหงื่อ มีรูขุมขน หรือที่เรียกว่า Adnexal structure ซึ่งมีทั้งต่อมไขมัน เซลรากผม และ ที่สำคัญคือ ชั้นเซลที่สามารถแบ่งตัวได้คล้าย Stem cell ที่เรียก Basal Cell Layer ซึ่งสามารถ แบ่งเซลสร้างผิวหนังใหม่

 

ชั้น Basal Cell Layer ซึ่งรายล้อมรอบรูขุมขน ซึ่งฝังตัวในชั้นหนังแท้ และก็เรียงตัวเป็นชั้นบางๆที่ชั้นล่างสุดของหนังกำพร้าที่ติดกับหนังแท้ ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญต่อการเกิด หรือไม่เกิดแผลเป็นของผิวหนัง โดยถ้าบาดแผลหรือการบาดเจ็บที่เกิดกับผิวหนังไม่ทำลายชั้น Basal Cell Layer ทั้งหมด เซลในชั้นนี้ก็จะสามารถแบ่งตัวมาซ่อมแซม และทดแทนเซลที่เสียไป การเกิดแผลเป็นก็จะไม่มี แผลก็จะหายเป็นผิวปกติ แต่กรณีนี้คือส่วนผิวหนังเท่านั้นนะครับ สำหรับบาดแผลที่อยู่ลึกลงไปข้างใต้ เช่นแผลผ่าตัดที่เลาะลงไปใต้ผิว หรือกรณีการดูดไขมันที่ทำไม่ดี ทำให้เกิดบาดแผลในขั้นไขมันมากๆ มันก็จะกระตุ้นร่างการให้สร้างเป็นพังผืดขึ้นมาได้ ที่เรียกว่า การเกิด Fibrosis นั่นเอง การเกิดพังผืดจึงสามารถเกิดได้ทั้งในชั้นผิวหนัง และใต้ผิวหนัง ลักษณะที่เห็นบนผิวหนังก็คือ Scar หรือแผลป็นนั่นเอง อาจนูน หรือยุบตัวก็ได้ ส่วนที่อยู่ใต้ผิวอาจมองไม่เห็น แต่สามารถคลำ หรือรู้สึกได้ว่าบริเวณนั้นมันแข็งๆ อาจเป็นก้อนขรุขระ ไม่เรียบเนียน นุ่มนิ่ม เหมือนผิวปกติ หรือเห็นเป็นร่องติดลึก ซึ่งพังผืดเหล่านี้เปรียบเสมือนเส้นเอ็นที่ยึดเกาะผิวไว้กับเนื้อเยื่อข้างใต้นั้นเอง บางกรณีเช่น ร่องหว่างคิ้ว หรือร่องติดบริเวณหน้าผากที่จริงเกิดจากการหักพับของผิวบริเวณนี้นานๆ ทำให้เกิดการขาดอ๊อกซิเจนไปเลี้ยงผิวบริเวณนี้ คือมีการบาดเจ็บของผิวนานจนทำให้เกิดเป็นพังผืดดึงรั้งผิวให้ลึกลงเป็นร่องถาวร (Static Line)

จากความรู้ดังกล่าวทำให้การแพทย์ความงามนำมาประยุกต์ใช้ เช่น การร้อยไหม ถ้าต้องร้อยลงไปเป็นร้อยๆเส้น ก็จะต้องใช้เข็มแทงเข้าผิวเป็นร้อยๆรู แต่ก็ไม่เกิดเป็นแผลเป็น เพราะเข็มมีขนาดเล็ก และไม่ได้ทำลายชั้น Basal Cell ทั้งหมด ไหมที่อยู่ใต้ผิว หากร้อยถูกวิธี และไม่ทำให้เกิดบาดการบาดเจ็บมาก หรือเกิดเป็นแผลใหญ่ใต้ผิว ก็จะไม่มีพังผืดเกิดใต้ผิวเช่นกัน นี่คือคำถามที่หลายๆคนสงสัยว่าการร้อยไหมทำให้เกิดพังผืดใต้ผิวหรือไม่ คำตอบก็คือเป็น หรือไม่เป็นก็ได้ ขึ้นอยู่กับเทคนิควิธี หรืออย่างกรณีการใช้ Fractional Laser ซึ่งเป็นเลเซอร์ที่ทำให้ผิวหนังเกิดการบาดเจ็บเป็นรูขนาดเล็กมาก ห่างๆกัน ดูคล้ายเป็นตาราง ก็เพื่อกระตุ้นผิวให้เกิดการแบ่งเซลใหม่โดยไม่ก่อให้เกิดแผลเป็นที่ผิวนั่นเอง



เทคนิควิธีการรักษาแผลเป็น ร่องติดลึก รูขมขนกว้าง และกระตุ้นการสร้างผิวใหม่


หลักการก็คือ เลาะพังผืดที่ยึดเกาะผิวออกจากเนื้อเยื่อด้านล่าง ผิวหนังส่วนนั้นก็จะยกตัวลอยขึ้นมา คล้ายที่ผมเคยนำเสนอเรื่องการฉีดสารเติมเต็ม Filler ให้สวยโดยการใช้เข็มปลายทู่เลาะพังผืดใต้ผิวก่อนนั่นเอง แต่ต่างกันตรงที่อุปกรณ์ชนิดนี้ใช้กับผิวชั้นบน หรือในชั้นหนังแท้เลย ในอดีตแพทย์ผิวหนังก็พยายามเลาะพังผืดแบบนี้เช่นกัน โดยการใช้เข็มคมขนาดใหญ่เป็นตัวช่วยตัดพังผืดออก ที่เรียกว่าการทำ Subcision หรือการตัดพังผืดหลุมสิว ซึ่งไม่ค่อยได้ผล เพราะเข็มเล็กทำได้ไม่ทั่วถึง หรือถ้าใช้เข็มใหญ่มาตัดเลาะ ก็อาจสร้างพังผืดใหม่ขึ้นอีก

 

ต่างกับการใช้อุปกรณ์ Intradermal Air Dissector ซึ่งใช้ความเร็วและความแรงของอากาศเป็นตัวเลาะพังผืด ผ่านเข็มขนาดที่เล็กมาก คือเบอร์ 31 G ทำให้มั่นใจได้ว่าไม่มีการทำลาย ผิวจนเกิดพังผืดเพิ่มขึ้น อีกทั้งชั้นผิวที่แยกออกก็เสมือนการบาดเจ็บและเกิดการกระตุ้นให้ซ่อมแซมตัวเอง และยิ่งหากมีการใช้น้ำเลี้ยงเซลต้นกำเนิดร่วมด้วย ก็ยิ่งทำให้การแบ่งตัวสร้างเซลผิวใหม่ดียิ่งขึ้น ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ ทั้งแผลเป็น หลุมสิว ร่องติดลึก รอยแตกลายของผิว ค่อยๆหายไป และยังทำให้รูขุมขนเล็กลง ได้ผิวใหม่พร้อมหน้าใสอีกด้วย